Newsลุยตั้ง “สายเดินเรือแห่งชาติ” รัฐร่วมทุน 25% นำร่องเปิด 3 เส้นทางในประเทศ แก้ปัญหาจราจร

ลุยตั้ง “สายเดินเรือแห่งชาติ” รัฐร่วมทุน 25% นำร่องเปิด 3 เส้นทางในประเทศ แก้ปัญหาจราจร

การท่าเรือแห่งประเทศไทย ลุยตั้ง “สายเดินเรือแห่งชาติ” เตรียมชงคมนาคม มี.ค. นี้ รัฐร่วมทุน 25% นำร่องเปิด 3 เส้นทางในประเทศ

 

นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เผยหลังเป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนา เผยแพร่ผลการศึกษาโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ และแนวทางการพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย ว่า จากที่ กทท.ได้จ้างบริษัท ทรานส์คอนซัลท์ จำกัด และศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติและแนวทางการพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทย 

โดยจะสรุปผลการศึกษาภายในเดือน ก.พ.นี้ จากนั้นจะนำเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) กทท. เพื่อเสนอกระทรวงคมนาคมได้ภายในเดือน มี.ค. 2566 และนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติต่อไป

ทั้งนี้ หลังจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติ เป้าหมายในปีแรกจะเปิดให้บริการเดินเรือประจำในเส้นทางชายฝั่งของไทย และเปิดให้บริการขนส่งสินค้าด้วยเรือไม่ประจำเส้นทาง ในเส้นทางระหว่างประเทศให้ได้ภายใน 4 ปี

จากผลการศึกษาพบว่า รูปแบบการบริหารสายการเดินเรือแห่งชาติที่เหมาะสม รัฐควรถือหุ้นในสัดส่วนไม่เกิน 25% เอกชน 75% เพื่อให้มีความคล่องตัวในการบริหารงาน สามารถตัดสินใจได้รวดเร็ว ซึ่งรูปแบบนี้มีกลุ่มผู้ประกอบการและนักลงทุนให้ความสนใจร่วมลงทุนจำนวนหลายราย

สำหรับการเปิดเดินเรือเส้นทางภายในประเทศ พบว่ามี 9 เส้นทางที่มีความเหมาะสม มีทั้งเส้นทางเก่าที่มีการเดินเรืออยู่แล้ว และเส้นทางใหม่ที่ยังไม่มีการเดินเรือ ซึ่งจะนำร่อง 3 เส้นทางใหม่ คาดว่าผลตอบแทนทางการลงทุนอยู่ที่ 7.71% ได้แก่

1. เส้นทางท่าเรือมาบตาพุด (ระยอง)-ท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี) เป็นเส้นทางที่มีศักยภาพ เนื่องจากมาบตาพุดมีปริมาณสินค้าประมาณ 4 แสนทีอียู/ปี ปัจจุบันต้องขนส่งทางถนนทั้งหมด เส้นทางเดินเรือนี้จะทำให้เกิดการชิฟต์โหมดจากทางถนนสู่ทางน้ำ และทำให้มีการเพิ่มปริมาณสินค้าได้อีกตามไปด้วย

2. เส้นทางท่าเรือไฟร์ซัน (สมุทรสงคราม)-ท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี) 

  1. เส้นทางท่าเรือแหลมฉบัง (ชลบุรี)-ท่าเรือสุราษฎร์ธานี

    ส่วนอีก 6 เส้นทาง เป็นเส้นทางเดิมที่มีการเดินเรืออยู่แล้ว จะพิจารณาลำดับต่อไป โดยจะเป็นรูปแบบที่ส่งเสริมเพิ่มประสิทธิภาพ ไม่ใช่การแข่งขัน

สำหรับเส้นทางการเดินเรือต่างประเทศนั้น ได้พิจารณารูปแบบการให้บริการออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (First Phase) เป็นบริการเดินเรือไม่ประจำเส้นทาง (Tramp Service) ให้บริการขนส่งสินค้าประเภทเทกอง (Bulk Cargo) คาดการณ์ส่วนแบ่งปริมาณสินค้าที่จะมาใช้บริการสายการเดินเรือแห่งชาติ 2% คิดเป็น 1.2 ล้านตัน ขีดความสามารถในการให้บริการจำเป็นต้องจัดหาเรือประเภท (1) เรือขนาด Handy Max ขนาด 32,000 เดทเวทตัน จำนวน 3 ลำ ให้บริการปีละ 8 รอบ (2) เรือขนาด Supra Max ขนาด 50,000 เดทเวทตัน จำนวน 2 ลำ ให้บริการปีละ 5 รอบ

ระยะที่ 2 (Second Phase) เป็นการให้บริการเดินเรือบรรทุกตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ (Container Service) ให้บริการในเส้นทางเอเชียตะวันออก (จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง) อาเซียน (อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม) และกลุ่มประเทศ BIMSTEC (อินเดียและเมียนมา) ประเภทสินค้าที่ส่งออกจากไทย รวมปริมาณส่งออก 20 ล้านตัน สำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศรวมปริมาณนำเข้า 9.1 ล้านตัน เบื้องต้นคาดการณ์ปริมาณสินค้าที่จะมาใช้บริการเรือบรรทุกตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ของบริษัทสายการเดินเรือแห่งชาติร้อยละ 2 ของการส่งออกและนำเข้า คิดเป็นจำนวนสินค้าคอนเทนเนอร์ 31,005 TEUS ขนาดของเรือที่จะเข้ามาให้บริการเป็นเรือตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ขนาด 1,500 TEUS (Feeder Size) จำนวน 4 ลำ แต่ละลำทำรอบหมุนเวียน 8 รอบต่อปี

ทั้งนี้ กทท.เป็นรัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งตาม พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2494 จึงไม่สามารถจัดตั้งบริษัทลูกสายเดินเรือแห่งชาติได้ เนื่องจากการเดินเรือจัดเป็นกิจการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับ หรือต่อเนื่องกับการประกอบกิจการท่าเรือตามมาตรา 6 ดังนั้น ในการจัดตั้งบริษัทสายการเดินเรือแห่งชาติ ช่วงแรกจะต้องพิจารณาให้กระทรวงการคลังหรือหน่วยงานรัฐเข้าถือหุ้น อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างแก้ไข พ.ร.บ.การท่าเรือฯ หากแล้วเสร็จจะทำให้ กทท.สามารถตั้งบริษัทลูก หรือถือหุ้นในบริษัทฯ ได้ในอนาคต

“เชื่อมั่นว่าในปี 66 การจัดตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติและการพัฒนากองเรือพาณิชย์ไทยจะเกิดขึ้นได้จริง ส่วนมูลค่าการลงทุนขึ้นกับหลายปัจจัย รวมถึงการจัดหาเรือใหม่ หรือใช้เรือมือสอง หรือเรือของผู้ร่วมทุนที่มีอยู่”

โดยคาดหมายว่าช่วงแรกจะมีปริมาณการขนส่งสินค้าทางน้ำภายในประเทศที่ 10% (1 ล้านทีอียู) ของปริมาณทั้งสิ้น 10 ล้านทีอียู/ปี และมีอัตราเติบโตเฉลี่ย 1 เท่าตัวใน 5-10 ปี”

ปัจจุบันการขนส่งในประเทศ ถนนมากสุดที่ 85% ทางราง 10% ทางน้ำ 5% การตั้งสายการเดินเรือแห่งชาติมีเป้าหมายตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการขนส่งทางชายฝั่งและทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย จะเพิ่มสัดส่วนขนส่งทางน้ำเป็น 7% และ 10% ตามลำดับ และยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เกิดการจ้างงานในธุรกิจการเดินเรือและกำไรที่ได้จากผลประกอบการ ก่อให้เกิดผลประโยชน์ทางอ้อมไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น การต่อเรือ การประกันวินาศภัยทางทะเล เป็นต้น

#TheStructureNews

#การท่าเรือแห่งประเทศไทย #สายเดินเรือแห่งชาติ

อดีตวิศวกรโครงการ ระดับผู้จัดการ จบปริญญาตรีวิศวกรรมเครื่องกล จาก พระจอมเกล้าธนบุรี และ โท ด้าน Advanced Manufacturing Engineering จาก University of South Australia มีความสนใจในเรื่องประวัติศาสตร์ การเมือง และสวัสดิการสังคม

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    เปิดใช้งานตลอด

    คุกกี้ที่มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้อย่างเป็นปกติ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อปรับเนื้อหาให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย

    คุกกี้ประเภทนี้จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ รวมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับตัวคุณ เพื่อให้เราสามารถนำมาวิเคราะห์ และนำเสนอเนื้อหา ให้ตรงกับความเหมาะสมและความสนใจของคุณ

บันทึกการตั้งค่า